Thaifengshui.com Thaifengshui.com

 
 ช่วยเหลือช่วยเหลือ   ค้นหาค้นหา   กลุ่มผู้ใช้กลุ่มผู้ใช้   สมัครสมาชิก(Register)สมัครสมาชิก(Register) 
 ข้อมูลส่วนตัว(Profile)ข้อมูลส่วนตัว(Profile)   เข้าสู่ระบบเพื่อเช็คข้อความส่วนตัวเข้าสู่ระบบเพื่อเช็คข้อความส่วนตัว   เข้าสู่ระบบ(Log in)เข้าสู่ระบบ(Log in) 

เรื่องจริงพุทธบารมี

 
Forum นี้ถูกล็อก คุณไม่สามารถตอบ หรือแก้ไขได้   หัวข้อนี้ถูกล็อก คุณไม่สามารถแก้ไข หรือตอบได้    Thaifengshui.com -> ดวงจีน โป๊ยยี่สี่เถี่ยว
อ่านหัวข้อก่อนหน้า :: อ่านหัวข้อถัดไป  
ผู้ตั้ง ข้อความ
อ.เสฐวุฒิ



เข้าร่วม: 24 Nov 2004
ตอบ: 280

ตอบตอบเมื่อ: Thu Jan 25, 2007 10:30 pm    เรื่อง: เรื่องจริงพุทธบารมี ตอบโดยอ้างข้อความ

มีพรรคพวกมาเล่าเรื่องที่น่าสลดใจให้ผมฟัง เรื่องเกิดขึ้นมาเมื่อสองปีกว่ามาแล้วเหตุเกิดที่ซอยหมอเหล่งใกล้ประตูน้ำ มีสองสามีภรรยาและลูกเล็กๆหนึ่งคน เปิดร้านรับซ่อมมอเตอร์ไซร์ที่มองดูก็รู้ว่าไม่มีลูกค้า จนมีคนใจบุญคนหนึ่งที่เป็นหญิงจะต้องส่งลูกเรียนที่ซอยหมอเหล่งทุกวัน พอผ่านหน้าร้านดูสัญชาตณานพอมองสีหน้าสองสามีภรรยาก็รู้ได้คงมีความกลัดกลุ้มมาก จึงแวะเข้าที่ร้านสองสามีภรรยาทั้งที่ไม่รู้จักกัน พอถามไถ่ได้พอสังเขปจะรู้ว่าธุรกิจกำลังแย่ จึงแนะนำไปให้สวดมนต์และนั่งสมาธิ อ้อ ผมลืมบอกไปหญิงใจบุญที่ไม่ต้องการให้เปิดเผยชื่อท่านเป็นคนสวดมนต์ไหวพระทุกวันและยังสามารถนั่งสมาธิได้คราวละหกชั่วโมง แล้วให้สองสามีภรรยาเข้าไปในสมาธิขอพรพุทธองค์ให้การหากินดีขึ้น จนผ่านมาอีกเป็นเดือนหญิงใจบุญก็แวะเข้าไปถามว่าปฏิบัติ ตามที่สอนหรือไม่ ปรากฎว่าสองสามีภรรยาบอกว่าไม่ได้ทำ หญิงใจบุญก็ได้แต่ล่าถอยออกมาโดยความเสียดายโอกาส อยู่มาวันหนึ่งหญิงใจบุญรู้สึกว่าวันนี้หงุดหงิดใจมากอยากจะไปดูสองสามีภรรยาคู่นี้โดยไม่มีเหตุผล ก็เลยส่งลูกแล้วก็แวะร้านซ่อมมอเตอร์ไซร์ของสองสามีภรรยา พอไปถึงที่ร้านไม่เห็นสองสามีภรรยาก็ยังความแปลกใจจึงเดินเข้าไปข้างใน ข้างในร้านที่สองสามีภรรยาเช่าเขาทำกินเป็นชั้นล่างแล้วกั้นชั้นลอยเวลาเปิดร้านหากินก็จะเอาไม้กระดานมาปิดตรงโพรงทางขึ้นชั้นลอยเพื่อไม่ให้น่าเกลียด หญิงใจบุญจึงลองเลื่อนไม้กระดานออกแล้วมองขึ้นไป ที่ชั้นลอยปรากฎว่าสิ่งที่เห็นยังความตกตะลึงให้กับหญิงใจบุญมาก เพราะแก่เห็นห่วงที่คล้องอยู่บนขื่อสามห่วง แล้วเห็นสองสามีภรรยากอดกันร้องไห้ และมีลูกน้อยอยู่ข้างๆ จึงพอเดาเรื่องได้ว่าเตรียมแขวนคอตายยกครอบครัว จึงได้ซักถามความเป็นมาเป็นไปจนได้เรื่องว่าธุรกิจที่ทำไปไม่ไหวเป็นหนี้สินอยู่ห้าหมื่นบาทไม่ปัญญาจะจ่ายเจ้าหนี้ เนื่องจากสาเหตุลูกค้ามาให้ซ่อมแล้วติดเงินแล้วก็หายไป ตนเองไม่เคยคิดโกงใครเมื่อหาทางออกไม่ได้ก็คิดฆ่าตัวตายล้างหนี้ พอท่านทั้งหลายอ่านถึงตรงนี้คงวิจารต่างๆนาๆว่าอ้ายแค่เงินห้าต้องถึงฆ่าตัวตายหรือ ท่านครับจิตใจคนที่ซื่อๆบางท่านไม่เคยคิดว่าตนเองจะต้องทำให้คนอื่นเดือดร้อนก็ทุกข์ใจแล้ว จริงอยู่เงินห้าหมื่นอาจจะไม่ใช่เงินมากแต่สำหรับกับคนบางคนต้องใช่เวลาหาเป็นปีนะครับ ขอเข้าเรื่องดีกว่า หญิงใจบุญเมื่อทราบเรื่องเป็นที่ชัดเจนแล้วแกเลยบอกว่าขอให้สวดมนต์และนั่งสมาธิกำหนดจิตถึงพุทธองค์ตามที่สอนแล้วถ้าเดือนสองเดือนชีวิตไม่ดีขึ้นจะจัดการหนี้ให้ จากนั้นมาเดือนกว่าการงานลูกค้าก็เริ่มดีขึ้นมากจนพอใช้จ่ายและอยู่ได้โดยค่อยเป็นค่อยไปได้ ท่านทั้งหลายอาจสงสัยอีกว่าทำไมหญิงใจบุญไม่ให้เงินสักส่วนหนึ่งช่วยเขาก็หมดเรื่อง ผมยื่นยันการกระทำของหญิงใจบุญถูกต้องโดยไร้ขอสงสัย ท่านจะช่วยเขาได้สักกี่ครั้งอีกทั้งความทุกยากลำบากล้วนเกิดแต่กรรม ตัวเข้าเองควรมีส่วนในการปฏิบัติธรรมเพื่อได้เข้าถึงบารมีพุทธองค์อย่างแท้จริงไม่มีใครกินข้าวแทนกันแล้วคนไม่ได้กินหายหิวหรอก เหตุเกิดที่ใดท่านต้องแก้ที่นั้น ท่านทั้งหลายที่ได้แวะเวียนเข้ามาขอคำแนะนำจากผมคงได้ข้อเตือนใจบ้างนะครับ ขอบารมีพุทธองค์รักษาคนดี อย่าลืมสร้างบุญสร้างกุศลอย่าให้เดือดร้อนแล้วค่อยหาพระหาเจ้าเลย
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ส่ง Email
อ.เสฐวุฒิ



เข้าร่วม: 24 Nov 2004
ตอบ: 280

ตอบตอบเมื่อ: Thu Jan 25, 2007 11:31 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

สิ่งที่ข้าพเจ้าอ่านแล้วได้ขอคิดจากเรื่องนี้มีด้วยกันสองเรื่อง เรื่องที่หนึ่งคือพุทธองค์ไม่เคยทอดทิ้งคนที่มีท่านอยู่ในหัวใจ ส่วนขอที่สองเป็นความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ ไม่ได้ขอให้ทุกท่านต้องเห็นร่วมด้วยก็คือหนุ่มซ่อมมอเตอร์ไซร์คนนี้มีคู่ชวิตที่ยอมสละชีวิตให้กับสามีโดยไม่ลังเล ซึ่งสังคมคนกรุงยุคนี้ผมยื่นยันว่าหาเจอยากครับ มีแต่ผลประโยชน์เป็นหลัก ลำบากเข้าก็เลิกกัน พูดไม่ถูกใจก็มีเรื่อง อย่าหาเลยครับว่าจะสละชีวิตเยี่ยงอย่างภรรยาหนุ่มมอเตอร์ไซร์ท่านนี้ ท่านอย่าได้วิจารนะว่าความรู้ต่ำหรือปัญญาออ่นนะครับ หมูมันยังรักชีวิตเลยครับถ้าท่านเคยเข้าไปที่โรงเชือดถ่ายชีวิตมันอีกทั้งยังมีลูกเล็กๆอีกหนึ่งซึ่งความเป็นแม่ยากที่จะตัดใจ พระเจ้าท่านก็ให้สิ่งชดเชยที่คนรวยไม่มีคือภรรยาแสนดี ให้กับหนุ่มซ่อมมอเตอร์ไซร์ท่านนี้ อีกทั้งท่านนี้ยังมีหิริโอตปะ ละอายต่อสิ่งที่ทำให้คนอื่นเป็นทุกข์เดือดร้อนขอให้ทุกท่านมีแต่ความคิดดีทำดีนะครับ ให้เป็นที่รักของคนและเทพ
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ส่ง Email
อ.เสฐวุฒิ



เข้าร่วม: 24 Nov 2004
ตอบ: 280

ตอบตอบเมื่อ: Fri Jan 26, 2007 4:03 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

เรื่องนี้ชวนให้ผมคิดถึงเรื่องราวอีกมากมายของความเป็นมนุษย์แต่ที่กายขาดองค์ประกอบที่ใจในความเป็นมนุษย์ก็มีมาก คนบางคนเกิดมาเป็นผู้รับ ไม่ว่าจะรับเรื่องแรงงานแรงกาย หรือแรงทรัพย์แต่น้อยนักที่จะรู้จักเป็นผู้ให้จึงไม่รู้จักรัษาสิ่งที่ดีๆที่ตนเองได้รับด้วยชีวิตจิตใจ และสำนึกคุณของผู้ให้ ผู้ที่ให้ต้องใช้ทั้งแรงกายแรงใจให้ได้มาทั้งความรู้และเงินตราด้วยกันทั้งสิ้น และก็มาถ่ายทอดมอบให้ไม่ว่าบุตรหลานหรือศิษย์ที่เป็นคนใกล้ชิดหรือคนในครอบครัว ถ้าการให้ ให้กับคนที่ดีมีความกตัญญูรู้คุณก็คงไม่เสียแรงที่ให้ไป คนที่มีโอกาสแต่ขาดวาสนาก็คือคนที่ขาดความกตัญญูขาดความรับผิดชอบไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี ขาดความสำรวมอดทนที่จะเป็นคนดี ใช้โทสะจริตฐิทิในสิ่งที่ไม่สร้างสรรตนเองและผู้อื่น เพราะอะไรเพราะคนรับไม่รู้ถึงตนทุนหรือความลำบากของผู้ให้เคยแต่เป็นผู้รับโดยไม่ลำบาก ผู้รับยอมจะขาดสติและเกิดความเคยชินโดยเฉพาะมีพื้นแพนิสัยเดิมที่เป็นคนตามใจตนเองโดยไม่แคร์ความถูกผิด แต่ต้องการความถูกใจ ยอมเป็นจุดปลูกฝังความน่าเกลียดน่ากลัวกับชีวิตตนเองและผู้อยู่ใกล้ ถ้าผู้รับลองเปลี่ยนแนวชีวิตกลับเป็นให้ยอมจะได้รับความเข้าใจชีวิตมากขึ้นว่าในสถานะของคนที่เป็นผู้ให้ต้องมีตนทุนชีวิตขนาดไหนกว่าเขาจะมีความสามารถมาอยู่ในสถานะที่เป็นผู้ให้ที่ทำให้ชีวิตเราดีขึ้นได้ สองสามีภรรยาที่ซ่อมมอเตอร์ไซร์ข้อความข้างบนบัดนี้เห็นหญิงใจบุญที่แค่ให้คำแนะนำเป็นผู้มีพระคุณล้นพ้นไปแล้ว หญิงที่มีพระคุณต่อสองสามีภรรยากว่าจะมาแนะนำชี้ทางชีวิตให้สองคนนี้ได้ ตัวหญิงใจบุญเองต้องลงทุนนั้งสมาธิเป็นเวลาหลายปีกว่าจะมีตบะบารมีที่จะชี้แนะสองสามีภรรยาได้ นี้ดีที่สองสามีภรรยาเป็นคนซื่อที่รู้คุณ เรื่อง่การรู้คุณคนบางคนมาณุรู้จักเมื่อชีวิตตนเองจำเป็นต้องเป็นผู้ให้คือตอนมีลูกแล้วค่อยเข้าใจว่าชีวิตที่เป็นผู้รับมาโดยตลอดบัดนี้กลับต้องถึงเวลาที่ตนเองต้องเป็นผู้ให้จึงขาดทักษะในการให้ในสิ่งที่ถูกต้อง เพราะตนเองเพิ่งจะมาเคยได้ทำกลับกลายเป็นทายาทสืบทอดการเป็นผู้รับไปหมดจึงยากที่จะสามรถช่วยเหลือตนเองได้ ยังความน่ากลัวและทิ้งแบบผิดๆไว้ให้บุตรหลานสืบไปในอนาคต ผมไม่เคยเห็นบทสรุปคนเนรคุณอกตัญญูได้ดีกรรมมันไม่หล่นไปไกลต้นหรอกคนที่ทำพ่อแม่เสียเงินเสียทองชีวิตก็ต้องได้ลูกมาล้างผลาญตนเอง คนที่ทำพ่อแม่น้ำตาไหลตนเองก็จะต้องถูกลูกทำให้น้ำตาไหลเช่นกัน คนที่ทำให้ผู้ให้ความรู้ได้รับความเดือดร้อนเสียใจก็จะได้ลูกไม่เรียนไม่เอางานเอาการทุกอย่างมันมีบทสุปของมันอยู่แล้วช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง คนซื่อคนดีอย่างสองสามีภรรยาคู่นี้จึงได้รอดผลจากความตาย ทุกอย่างจึงลงเอยด้วยดี เรื่องข้างบนที่ข้าพเจ้านำมาลงนี้สำหรับคนที่มีสติปัญญากว่าข้พเจ้าอาจได้เห็นแง่มุมที่น่าสนใจกว่าข้าพเจ้าก็หวังว่าท่านที่มีปัญญาทั้งหลายจะช่วยกันชี้แจงขอคิดที่ๆดีในเรื่องสองสามีภรรยาคู่นี้ให้ฟังด้วยเพือ่เป็นขอคิดให้คนทำดีคิดดีด้วยครับ

แก้ไขล่าสุดโดย อ.เสฐวุฒิ เมื่อ Fri Jan 26, 2007 6:23 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ส่ง Email
อ.เสฐวุฒิ



เข้าร่วม: 24 Nov 2004
ตอบ: 280

ตอบตอบเมื่อ: Fri Jan 26, 2007 4:05 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

misfortunes come on wings กรรมติดปีกบิน
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ส่ง Email
monsinee



เข้าร่วม: 03 Feb 2006
ตอบ: 3

ตอบตอบเมื่อ: Mon Jan 29, 2007 3:38 am    เรื่อง: แวะมาอ่านแล้วค่ะ ตอบโดยอ้างข้อความ

ในสังคมรอบตัวของข้าพเจ้า มีแต่ความเจริญทางด้านวัตถุ แม้นจะรายล้อมด้วยหมู่ปัญญาชน ที่เรียกตัวเองว่า "ที่ปรึกษา" แต่มันช่างเป็นอาชีพที่ยืนอยู่บนเส้นด้าย ทุกครั้งที่องค์กรเรียกตัวพวกเราเข้าไป นั่นหมายความว่า อาจจะต้องมีผลกระทบต่อพนักงานระดับปฏิบัติงานอย่างแน่นอน หลายครั้งที่ข้าพเจ้าเดินเข้าไปในองค์กรเหล่านั้น ในฐานะที่ปรึกษา ข้าพเจ้ารู้สึกถึงรอยยิ้มอย่างไม่จริงใจที่แฝงไว้ด้วยความกลัวของพนักงานเหล่านั้น ในจุดที่ข้าพเจ้าและทีมยืนอยู่นั้น มันเหมือนกับเป็นการประลองยุทธ ต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเจ็บตัวแน่นอน และส่วนใหญ่ มักจะเป็นพวกของข้าพเจ้าที่ชนะ และเป็นการชนะบนความทุกข์ของคนอื่น บางครั้งอาจไม่ร้ายแรง แค่ตักเตือน แต่บางครั้ง พวกเขาต้องโดนออกจากงาน บางคนก็มีครอบครัว แต่พวกเราก็ต้องทำ เพื่อผลประโยชน์สูงสุดขององค์กร ที่เป็นลูกค้าของเรา

ไม่มีใครในทีมของข้าพเจ้าที่อ่อนไหวกับเรื่องนี้ ข้าพเจ้ารายล้อมด้วยผู้ชายวัยทำงานกลางคน ที่ผ่านชีวิตมาค่อนข้างโชกโชน พวกเขามีสติปัญญาเป็นเลิศ แต่ความสว่างของจิตใจกลับสวนทาง จากพฤติกรรมหลายอย่าง ทั้ง ใน และ นอกเวลางาน ข้าพเจ้าขอยืนยันว่า พวกเขาเหล่านั้น ไม่ใช่ "คนดี" ตามความหมายของพระพุทธองค์อย่างแน่นอน แต่หลายครั้ง ข้าพเจ้าก็ไม่ได้รู้สึกว่าตนเอง แตกต่างจากเขาแต่อย่างใด หากจะยกระดับจิตใจของข้าพเจ้าให้เหนือพวกเขา ตัวข้าพเจ้าเองก็ติงว่า แล้วจะมีความสุขจากการทำงานได้อย่างไร หากเราไม่กระหายชัยชนะและความสำเร็จ แม้นต้องแลกมาด้วยความขมขื่นของคนอื่นก็ตาม

การที่มีโอกาสได้เข้ามาเรียนรู้ศาสตร์นี้ อาจนับเป็นความโชคดีของข้าพเจ้า ที่จะหาสมดุลย์ให้กับตนเอง ระหว่างความสุขทางโลก และความสุขทางธรรม หลายครั้งที่ข้าพเจ้าไม่แน่ใจ ว่าอะไรคือบาป ถ้าสิ่งที่ข้าพเจ้าและทีมงานทำนั้นบาปจริง แสดงว่าเกือบทุกคนในแวดวงการงานของข้าพเจ้า ย่อมเป็นคนเลวทั้งนั้น แต่ทำไมพวกเขาเหล่านั้น ช่างมีความสุขจัง... อะไรคือทางสายกลาง? นั่นคือสิ่งที่ข้าพเจ้าต้องค้นหาต่อไป ท้ายนี้ ขอขอบคุณอาจารย์ทั้งสองที่เอ็นดู และให้ความรู้ ขอให้ผลบุญนั้นกลับคืนสู่ท่านเป็นทวีคูณ และหวังว่า สักวัน ข้าพเจ้าจะสามารถ harmonize ความขัดแย้งของตัวเอง และก้าวเข้าสู่จุดเริ่มต้น ของการเป็น ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน อย่างแท้จริง
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ศิษย์ก้นกุฏิ



เข้าร่วม: 03 Jan 2007
ตอบ: 181
ที่อยู่: กรุงเทพ

ตอบตอบเมื่อ: Mon Jan 29, 2007 12:23 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

ขอแบ่งปันความรู้สึกในมุมองที่ข้าพเจ้าได้รับ

ในการดำเนินชีวิตประจำวันของคนจำนวนมาก ล้วนแต่วิ่งตามกระแสแห่งความปรารถนาและความทะยานอยาก ตอบสนองเพียงความต้องการเฉพาะหน้า หลงลืมซึ่งอนาคตแห่งจิตวิญญาณ เชิดชูเฉพาะแต่ความสวยหรูแห่งกายสังขาร ผมมองดูแล้วการดำเนินชีวิตแบบนี้มันเหมือนกับกำลังเดินไปสู่หลุมพราง ที่มีเหยื่อล่อที่เรียกว่า "ความสุข" ทุกคนอยากพ้นทุกข์ จึงวิ่งหากันแต่ความสุข เพราะหลงคิดว่าความสุขสามารถสลายซึ่งความทุกข์แห่งการดำเนินชีวิตได้ แต่ท้ายที่สุดแล้วเราก็ติดกับดักแห่งความสุขที่จอมปลอมเราจึงยิ่งจมสู่หลุทพรางแห่งความทุกข์

องค์สัมมาสัมพุทธเจ้าเคยกล่าวไว้ว่า "อันเวไนยสัตว์ทั้งหลายมีจิตเดิมแท้ เสมอเหมือนเฉกเช่นเดียวกับเราตถาคต แต่ด้วยเหตุที่ว่า กิเลสจรมาบดบัง จึงมิอาจทำให้บรรลุได้" นั่นหมายความว่าจิตอันบริสุทธิ์ของเราถูกบดบังด้วยกิเลส ซึ่งก็เปรียบเสมือนกับเรากำลังปิดตาเดิน หลับหูหลับตาเดิน รู้เพียงว่าต้องเดินไปข้างเพราะหลงคิดว่าเดินไปเรื่อยๆจะพบกับความสุข คนจำนวนมากจึงเดินชนกำแพงแห่งความทุกข์ ยิ่งเดินก็ยิ่งทุกข์ ยิ่งทุกข์ก็ยิ่งเดิน น้อยคนนักที่จะยอมหยุดแล้วตั้งสติพิจารณาเหตุแห่งทุกข์อันเกิดขึ้นจากแรงกิเลส ยิ่งตอบสนองแรงกิเลสมากเท่าไหร่ชีวิตจิตญาณก็จะยิ่งจมลงสู่ห่วงแห่งทุกข์

พระพุทธองค์จึงกล่าวว่า "นิพพานังปรมังสุขัง" นิพพานเป็นบรมสุข คือสุขแท้ ซึ่งนั่นก็คือการ ลืมตาเดิน หรือ เรียกว่า "รู้ตื่น" ตื่นขึ้นจากความฝัน เห็นความเป็นจริงแห่งชีวิต ก้าวเดินไปด้วยสติ และ ความมั่นคงแห่งจิตวิญญาณ ไม่ยอมให้กระแสแห่งความลุ่มหลมดึงเราสู่ "มหาสมุทรแห่งความทุกข์" ได้อีก

ขอบคุณครับ
_________________
ศิษย์ก้นกุฏิ
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
Net
ผู้เยี่ยมชม





ตอบตอบเมื่อ: Mon Jan 29, 2007 6:16 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

เห็นกระทู้นี้แล้วทำให้รู้สึกว่ามีเรื่องที่อยากเผยแผ่มานานเรื่องหนึ่งที่จะบอกกล่าวเล่าสู่ให้คนในสังงคมรับรู้ เรื่องมีอยู่ว่ามีสุภาพบุรุษท่านหนึ่งมีความเชื่อถือและศรัธาการสวดมนต์ไหว้พระได้ใช้เวลาต่อเนื่องนับ10ปีที่จะสวดมนต์ในบทสวดสำคัญๆในแต่ละวันใช้เวลาไม่ต่ำกว่า3ชั่วโมงโดยต้องตื่นนอนตั้งแต่ตี3ทุกๆวันโดยมีจุดมุ่งหมายในครั้งแรกคือสวดให้ได้84,000 บท เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ในระหว่างนั้นปัญหาด้านการงานอาชีพก็มีตลอดหนักหนาถึงขนาดว่ามีหนี้สินนับสิบล้านแต่สุภาพบุรุษท่านนี้ไม่เคยเลิกกระทำในสิ่งที่ตั้งใจแล้วก็ไม่เคยคิดว่าพุทธองค์ทอดทิ้งหรือทำดีแล้วไม่ได้ดี มุ่งมั่นทำอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งวันหนึ่งจากทีมีหนี้สินเป็นสิบล้านในขณะนั้นก็คลี่คลายได้บ้าง ในวันนี้ท่านนนี้ก็ยังไม่ถึงกับช้หนี้ได้หมดแต่มูลค่าของกิจการงานเค้านั้นมีมูลค่ากว่าหลายร้อยล้านบาท ทุกวันนี้ความตั้งใจเบื้องต้นที่จะสวดให้ได้84,000 บท นั้นท่านนี้ทำสำเร็จไปเมื่อ4ปีที่แล้วตอนที่กิจการของเค้าสามารถแก้ปัญหาไปได้ ถึงวันนี้ทุกๆตี3 บุคคลท่านนี้ก็จะตื่นขึ้นมาทำในสิ่งที่ได้ตั้งใจไว้ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
ขึ้นไปข้างบน
เรียงลำดับข้อความตอบจากก่อนหน้า:   
Forum นี้ถูกล็อก คุณไม่สามารถตอบ หรือแก้ไขได้   หัวข้อนี้ถูกล็อก คุณไม่สามารถแก้ไข หรือตอบได้    Thaifengshui.com -> ดวงจีน โป๊ยยี่สี่เถี่ยว ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
หน้า 1 จาก 1

 
ไปที่:  
คุณสามารถสร้างหัวข้อใหม่ได้
คุณสามารถพิมพ์ตอบได้
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน


© 2004 Thaifengshui.com  .
Protected by Anti-Spam ACP